ทำบุญ ๙ วัด ที่อยุธยา
วัดแรกที่เราไปกันคือ วัดพนัญเชิงวรวิหาร เหตุที่ได้ชื่อว่า"วัดพนัญเชิง"
๑. คำว่า “พแนงเชิง” มีความหมายว่า “นั่งขัดสมาธิ” ฉะนั้น คำว่า “วัดพนัญเชิง”
“วัดพระแนง เชิง” หรือ “วัดพระเจ้าพแนงเชิง” จึงหมายความถึงวัดแห่งพระพุทธรูป
นั่งปางมารวิชัย คือ “หลวง พ่อโต” หรือ “พระพุทธไตรรัตนนายก” นั่นเอง
๒. เพราะการสร้างพระพุทธรูปนั่งปางมารวิชัยเป็นประธานของวัด อาจเป็นลักษณะพิเศษ
จึงขนานนามวัด ตามพระพุทธลักษณะที่สร้างเป็นปางมารวิชัยก็อาจเป็นได้
โดยเฉพาะพระประธานของวัดนี้เป็นพระพุทธรูป นั่งปางมารวิชัยที่มีขนาดใหญ่ที่สุด
ในประเทศไทย
๓. เพราะสืบเนื่องมาจากตำนานเรื่องพระนางสร้อยดอกหมาก คือ เมื่อพระนางสร้อย
ดอกหมากกลั้นใจตาย นั้น พระนางคงจะนั่งขัดสมาธิ เพราะชาวจีนนิยมนั่งขัดสมาธิ
มากกว่านั่งพับเพียบจึงนำมาใช้เรียกชื่อวัด บางคนก็เรียกว่า วัดพระนางเอาเชิง
ตามสาเหตุที่ทำให้พระนางถึงแก่ชีวิต ฉะนั้น ถ้าเรียกนามวัดตามความหมายของคำแล้ว
คำว่า “ วัดพนัญเชิง” ก็ย่อมหมายความถึงวัดที่ มีพระพุทธรูปนั่งขัดสมาธิ คือหลวงพ่อโต
หรือพระพุทธไตรรัตนนายกนั่นเอง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔
ทรงอาศัยเหตุที่เรียกชื่อวัดนี้ไปต่าง ๆ กัน จึงโปรดให้ประกาศเป็นพระราชกฤษฎีกาเกี่ยว
กับชื่อวัดพนัญเชิงไว้ดังนี้ “วัดพนัญเชิง” อีกคำหนึ่งว่า “วัดพระเจ้าพนัญเชิง”
ให้คงเรียกอยู่อย่างเดิมอย่าอุตริเล่นลิ้น เรียกว่า ผนังเชิง เพราะเขาเรียกอย่างนั้นทั้งบ้าน
ทั้งเมืองมาแต่ไหนๆมาแปลงว่าผนังเชิงก็ไม่เพราะ จะเป็นยศเป็น เกียรติอะไร สำแดง
แต่ความโง่ของผู้แปลงไม่รู้ภาษาเดิมว่าเขาตั้งว่า “พนัญเชิง” ด้วยเหตุไรประการหนึ่ง
วัดนั้นเป็นวัดราษฎรไทยจีนเป็นอันมากเขาถือกันว่าศักดิ์สิทธิ์ ก็เจ้าของเดิมตั้งชื่อนั้น
ไว้จะเป็นผีสางเทวดา สิงสู่อยู่อย่างไรก็ไม่รู้ มาแปลงขึ้นใหม่ ๆ ดูเหมือนผู้แปลงก็ไม่สู้จะสบาย
ไม่พอที่ย้ายก็อย่ายกไปเลย ให้ คงไว้ตามเดิมเถิด”
http://www.watphananchoeng.com/about/
เนื่องจากเราไปกันช่วง วันที่ 13.1.51 ซึ่งเป็นช่วงที่ไม้กำลังผลัดใบ ต้นโพธิ์หน้าวัดสลัดใบเก่าทิ้ง มีใบอ่อนๆแตกยอดออกมา
ดอกชมพูพันธ์ทิพย์ก็ทิ้งใบด้วยเช่นกัน จึงมีแต่ดอกเต็มต้น
ยอดอ่อนของใบโพธิ์ สีออกแดงคล้ำ สวยงามทีเดียว
ต้นไม้สานลาย ที่ตกแต่งอยู่หน้าพระบรมฉายาลักษณ์
ท้าวมหาพรหม ที่อยู่ด้านหน้า เป็นองค์ที่ ๑๐ ประวัติความเป็นมา รื่องราวของพระพรหม
ได้ผสมผสานเล่าขานสืบต่อกันมา ตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีประวัติกล่าว
ไว้ในหนังสือ และคัมภีราของศาสนาพุทธ และศาสนาพราหมณ์ การกำเนิดพระพรหมของ
พระพุทธศาสนา สืบเนื่องมาจาก พระสงฆ์สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เทพยดา พระราชา พราหมณ์ ปุโรหิต พระโยคี พระฤาษี ชีพราหมณ์ พระภิกษุสามเณร
ผู้มีจิตใจบริสุทธิ์ และมีความเพียรกล้า ศรัทธา ปรารถนาเพื่อการหลุดพ้นจากกิเลส
จึงตั้งใจบำเพ็ญเพียรวิปัสสนากรรมฐานอย่างสม่ำเสมอ จนสำเร็จฌาน ในขั้นต่าง ๆ
ที่ได้บรรลุแล้วนั้น เมื่อสิ้นอายุขัย จะนำตนไปเกิดยังเทวโลก และพรหมโลก ครั้นเมื่อไป
เกิดยังพรหมโลกแล้ว ไม่มีความเดือดร้อนใด ๆ ไม่ต้องต่อสู้ดิ้นรนกับโลกภายนอก
ไม่ต้องขับขถ่าย อุจจาระ หรือปัสสาวะอันลามก มีแต่ความสุขสบาย เสวยพรหมสมบัติ
วิมารนทิพย์ ปราสาททิพย์ กาย ทิพย์ หูทิพย์ ตาทิพย์ เสวยอาหารทิพย์ เป็นเวลานาน
แสนนานตราบสิ้นอายุขัยของพระพรหม ในพรหม โลกสรีระร่างกายของพระพรหม
เป็นรูปทิพย์ที่งามสง่า อวัยวะร่างกาย ข้อศอก แขน ขา เข่า ไหล่ ไม่มีรอยต่อ
มีลักษณะกลมเกลี้ยงสวยงาม มีรัศมีกายรุ่งโรจน์ประภัสสร เจิดจ้างดงามยิ่งกว่า
แสงพระอาทิตย์ และพระจันทร์ สำหรับท้าวมหาพรหมณ์ คือพระพรหมที่สถิต
อยู่บนพรหมโลกชั้นที่ 3 มหาพรหมา ภูมิ ซญึ่งเป็นประมุขแห่งพระพรหมในชั้นปฐมฌาน
มหาพรหมาภูมิมีพระพรหมอยู่เป็นจำนวนนับล้านองค์ แต่ท้าวมหาพรหมที่รู้จักกัน
ในศาสนาพราหมณ์นั้น มีเพียงไม่กี่องค์ ได้แก่ พระพรหมธาดา ท้าวกบิล พรหม
ท้าวพกาพรหม เป็นต้น ซึ่งมีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ และมีอานุภาพมากมายนานาประการ
การสร้าง เทวรูปของท้าวมหาพรหมณ์ นิยมสร้างสี่หน้า สี่มือ หรือแปดหน้า
แปดมือถือของต่าง ๆ กันเช่น ช้อน ตักไขเนยลงในไฟ หม้อน้ำสำหรับใส่น้ำจากแม่น้ำคงคา
คัมภีร์พระเวท เทพศาสตรา คทาอาญาสิทธิ์ ศร และลูกธนู พรศอคล้องประคำ
พรกายสีแดงหรือสีขาว ปัจจุบันนิยมสร้างมีกายเป็นสีทอง มีม้าหรือหงส์
เป็นพาหนะการกำหนดอายุพระพรหมในพรหมโลกแต่ละชั้นไม่เท่ากัน มีอายุยืนยาวนานเป็นกัลป์
อสงไขย กัลป์ อันตรกัลป์ ภัทรกัลป์ และมหากัลป์ แต่ได้ประมาณเอาไว้ว่า 1 กัลป์เท่ากับ
12,000,000 ปี สวรรค์ และ 1 ปีสวรรค์ เท่ากับ 360 ปีมนุษย์โลก ลักษณะความเชื่อ
ชาวไทยมีความเชื่อถือศรัทธาท้าวมหาพรหม เชื่อว่าเป็นผู้กำหนดชีวิตมนุษย์ให้เป็นไปต่าง ๆ
นานา หรือ ที่เราเรียกกันว่า “พรหมลิขิต” ว่าสามารถกำหนด หรือบันดาลความเป็นไป
ของชีวิตมนุษย์ได้ ความ เลื่อมใสศรัทธานี้เองจึงมีการสร้างเทวสถาน เทวาลัย
หรือศาลท้าวมหาพรหมขึ้นหลายแห่ง เพื่อเป็นศูนย์ กลางการเคารพบูชา บนบานศาลกล่าว
ขอให้ช่วยเหลือคุ้มครองอยู่เป็นประจำมิได้ขาด ถวายเครื่อง สักการบูชา เครื่งเซ่นสังเวย
ให้ช่วยประทานพร หรือเมื่อกระทำการใด ๆ สำเร็จในสิ่งที่พึงปรารถนา
แล้ว จึงมาแก้สินบนตามที่ได้ตั้งจิตอธิฐานไว้
http://www.watphananchoeng.com/god/page10.html
พระพิฆเนศวร
http://www.geocities.com/thaiganesh/p00.html
ยักษ์ด้านหน้าวัด
องค์ที่ ๖ เจ้าแม่กวนอิม (เทพเจ้าแห่งความเมตตา)
เนื่องจากช่วงที่ไปหลวงพ่อโต ยังอยู่ในระหว่างซ่อมแซม จึงมีองค์จำลองให้กราบไหว้
กำลังอยู่ในระหว่างซ่อมแซม
ถวายจีวรห่มองค์พระ
สาวน้อยน่ารัก ที่ไปไหว้พระ ๙ วัดกับพวกเรา หนู beee
โยนผ้าเพื่อนำไปห่มองค์พระ
รับผ้า
เสาขนาดใหญ่ ด้านข้าง มองผ่านนั่งร้าน จะเห็นลวดลายไทยสวยงดงาม
ไม่อด ไม่อยาก มั่งมีศรีสุข บาตรขนาดยักษ์ ที่ตั้งไว้ให้ประชาชนทำบุญ
เจ้าแม่กวนอิม
หลวงพ่อซำปอกง ภายในวัด
เทียนแห่งศรัทธา
กราบไหว้เพื่อเป็นมงคลแห่งชีวิต
อาโกวทั้งสองของหนูbeee สนใจทำบุญกระเบื้อง
ส้มจัดเป็นชุดสำหรับไหว้
ไกด์นำกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติมาทัวร์วัด มีแต่เสื้อสีแดงๆทั้งนั้น
พวกเขาคงแปลกใจว่าคนไทยทำไมแต่งชุดดำกัน
หลังจากไหว้ภายในวัดแล้ว ก็รีบแวะไปด้านหลัง เพื่อไหว้ ศาลเจ้าพ่อกวนอู,เจ้าแม่กวนอิม
และเทพเจ้าอุ่ยท้อ
องค์ที่ ๓ เทพเจ้ากวนอู (เทพเจ้าแห่งความซื่อสัตย์) ประวัติความเป็นมา ตามหลักทาง
ประวัติศาสตร์ในตำนาน “สามก๊ก” และจดหมายเหตุที่สำคัญในอำเภอยุ่นเฉิง มณฑลซานซี
มีบันทึกไว้ว่า ในปีที่ 3 แห่งรัชกาลเอี่ยนสี่ สมัยราชวงศ์ตงฮั่น กวนอูได้ถือกำเนิด ณ.
หมู่บ้านฉางผิง อำเภอยุ่นเฉิง มณฑลซานซี ซึ่งก็คือปีพุทธศักราช 703 หรือคริสตศักราช
160 ตามประวัติท่านกวน อู แซ่กวน ชื่อ “หวี่” มีสมญาว่า “ฉางเขิน” มีชื่อรองว่า “หยุ่นฉาง”
เป็นชาวตำบลเจียเหลียง อำเภอยุ่นเฉิง เมืองเหอตง มีคุณลักษณะคือ เป็นชายรูปร่างสูงใหญ่สูง
6 เซียะ (ประมาณ 198 ซม.) หนวดยาว 1 เซียะครึ่ง (ประมาณ 49.5 ซม.)
ใบหน้าแดงเหมือนผลพุทราสุก ริมฝีปากแดงดั่ง แต้มชาด คิวเหมือนตัวหนอนไหม
ตายาวดั่งนกการะเวก ลักษณะท่าทางองอาจทรงอำนาจ ตามตำนาน สามก๊กซึ่งอ้างอิงถึง
ประวัติศาสตร์จีนในสมัยราชวงศ์ฮั่น เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับความแตกแยกของแผ่นดิน จีน
โดยตามตำนานบทบาทของกวนอู เป็นผู้มีอุปนิสัยรักความเป็นธรรม เป็นผู้มีคุณธรรม
รอบรู้การ ทหาร และชอบสู้กับคนที่เก่งกว่า โดยไม่รังแกผู้ที่อ่อนแอกว่า ซื่อสัตย์ และกตัญญูยิ่ง
อาวุธคู่กายคือ ง้าวรูปจันทร์เสี้ยว ประดับลายมังกรยาว 11 เซียะ (ประมาณ 3 เมตร 63 ซม.)
หนัก 82 ชั่ง (65.6 กิโลกรัม) ง้าวนี้มีชื่อเรียกเฉพาะว่า “ชิงหลง เยี่ยน เย เตา” หรือ
“ง้าวมังกรเขียวจันทร์เสี้ยว ระรื่น หรือ ง้าวนิลมังกรจันทร์ฉงาย” โดยมีม้าคู่กายชื่อ “ซิกเธา”
สำหรับซิกเธา โจโฉได้มอบม้าซิก เธาให้แก่กวนอู เนื่องจากโจโฉต้องการให้กวนอู สวามิภักต่อตน
จึงฆ่าลิโป้แล้วยึดเอาม้าของลิโป้มา มอบให้แก่กวนอู โดยม้าซิกเธามีลักษณะเด่นคือ
เป็นม้าที่มีความสง่างามมาก แข็งแรง และวิ่งเร็ว สามารถเดินทางได้ไกลถึงวันละหมื่นลี้
กวนอูมีความผูกพันต่อม้าซิกเธาเป็นอย่างมาก โดยเมื่อถึงคราวที่ กวนอูถูกประหาร
ม้าซิกเธาก็ล้มป่วยและตรอมใจตายในเวลาต่อมา กวนอูได้ถูกขนานนามว่าเป็นเทพเจ้า
ครั้งแรกในสมัยราชวงศ์ชิง หลังจากยุคสามก๊กไปแล้วพันกว่าปี โดย ผู้ที่แต่งตั้งกวนอูให้เป็น
“จงอี้เหยินหย่งเสินต้าตี้” ซึ่งแปลว่า “มหาเทพผู้ซื่อสัตย์ จงรักภักดี มีความ เป็นธรรม
มนุษสยธรรม และกล้าหาญยิ่ง” คือ พระเจ้าเฉียนหลง จักรพรรดิแห่งราชวงศ์ชิงนั่นเอง
เนื่องจากว่า จักรพรรดิเฉียนหลง ต้องการปลูกฝังจิตสำนึกเรื่องของความซื่อสัตย์
จงรักภักดี ต่อเจ้านาย ให้เกิดขึ้นกับอาณาประชาราษฎร์ของตน เป็นเพื่อให้เป็นเยี่ยงอย่าง
และด้วยบทบาทที่เป็นตัวเอกในฝ่าย ธรรมมะ จึงทำให้กวนอู เป็นที่รู้จักโดยทั่วไป
และยกย่องให้เป็นเทพเจ้าแห่งความซื่อสัตย์สืบต่อมานั่นเอง สำหรับเทพเจ้ากวนอูของ
วัดพนัญเชิงวรวิหาร เรียกว่าปางชนะศึก คือหมายถึงเป็นปางที่ชนะศึกจากการรบนั่นเอง
ลักษณะความเชื่อ ด้วยบทบาทของกวนอู ซึ่งถูกยกให้เป็นตัวละครเอกในฝ่ายธรรมะ
ในเรื่องของความมีคุณธรรม ซื่อสัตย์ จงรักภักดี จึงทำให้มีผู้ที่ศรัทธากราบไหว้
ด้วยมีความเชื่อว่า การได้บูชาเทพเจ้ากวนอู จะทำให้ได้ ประสบพบแต่ความซื่อสัตย์
มีคนจงรักภักดีต่อผู้ที่บูชา ปราศจากคนปองร้าย และเชื่อว่าจะสามารถ ฝ่าฟัน
หรือต่อสู้กับอุปสรรคต่างๆ ในชีวิตไปได้ด้วยดี คิดการวางแผนหน้าที่การงานใด ๆ ก็จะประสบ
ความสำเร็จ
http://www.watphananchoeng.com/god/page3.html
(ปีนี้ ที่ชงมี ปีเถาะ และ ปีมะแม )
เสามังกรที่ศาลเจ้า
ด้านหน้า เทพเจ้าจี่มุ้ยแซกุน (ปีมะเมีย) เจ้าพ่อกวนอู (เทพเจ้าแห่งความซื่อสัตย์)
ปู่กุ่ยฮุกโจ๊ว (ปีเถาะ) เทพเจ้าอุ่ยท้อโพธิสัตว์ (ผู้รักษาพระศาสนา) เทพเจ้าบุ้นเซียงตี่กุง
(ปีระกา) เทพเจ้าเห้งเจีย (ปีวอก) ที่วงเล็บปีไว้คือ ปีที่ชง ปีนี้ ต้องกราบไหว้เทพเจ้าตามที่ระบุไว้
ลวดลายของศาลเจ้าอันสวยงาม
เทพเจ้าเห้งเจีย
หนูน้อย ช่วยถือธูปให้ญาติผู้ใหญ่ที่มาไหว้เจ้า

เจ้าพ่อม้า
หนูอี้ (คิตตี้น้อยสีชมพู) อธิฐานว่าอะไรคะ
ส่วนยอดของเศียร
ส่วนลายเชิงระบายอันอ่อนช้อยภายในศาลเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก
......
ประตูที่เปิดไปศาลเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก
เจ้าแม่มหาอุมาเทวี,สุรัสสวดี,เจ้าแม่ลักษมี
องค์ ที่ ๔ เทพเจ้าอุ่ยท้อ (เทพเจ้าผู้รักษาพระพุทธศาสนา) ประวัติความเป็นมา อุ่ยท้อโพธิสัตว์
หรือท้าวมหาชมพู ว่ากันว่า ในอดีตเคยเป็นนักรบผู้กล้าหาญ นำไพร่พลออกรบ ปกปัก
รักษาอาณาเขตบ้านเมืองอย่างกล้าหาญจนตัวตาย ความที่มีจิตใจมุ่งมั่น ในการต่อสู้
รักษาประเทศชาติ ของตนเอง ครั้นตายไปแล้ว ดวงวิญญาณก็ยังคงดูแลแผ่นดิน
ไม่ให้ภูตผีปีศาจเข้ามาในบริเวณที่ตนดูแล อยู่ได้ มาวันหนึ่ง พระพุทธองค์เสด็จจาริก
แสวงบุญเผยแผ่พระพุทธศาสนา แสดงพระธรรมเทศนาผ่านมา ในบริเวณที่ท้าวมหาชมพู
ดูแลอยู่ ท้าวมหาชมพูเห็นพระพุทธเจ้าเสด็จมาและมีแสงเรืองรองออกมาจากพระ
วรกายของพระองค์ จึงเข้าไปขวางหน้าแล้วถามว่า ท่านเป็นใคร เหตุไฉนจึงมีแสงเรืองรองเช่นนี้
พระ พุทธเจ้าตรัสตอบว่า เราคือพุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ท้าวมหาชมพูได้ยินดังนั้น
ก็แปลงกายให้ใหญ่โต หมายจะให้พระพุทธเจ้าหวาดกลัว แต่ท้าวมหาชมพูยิ่งแปลงกาย
ให้ใหญ่โตเท่าไร พระวรกายของ พระพุทธเจ้ากลับใหญ่ยิ่งกว่านั้นอีก ท้าวมหาชมพูเห็นดังนั้น
จึงทูลถามพระพุทธเจ้าว่า ท่านสามารถ แปลงกายให้สวยงามยิ่งกว่าข้าได้ไหม
ครั้นพูดจบก็แปลงกายเป็นนักรบแต่งเครื่องทรงสวยงาม พระ พุทธเจ้าก็บันดาลให้พระวรกาย
ของพระองค์งดงามไปด้วยอาภรณ์ที่งดงาม ประดับได้ด้วยเครื่องอัญมณี มี รัศมีเรืองรอง
โดยรอบพระเกศา จนท้าวมหาชมพูแสดงความเลื่อมใส พระพุทธองค์จึงตรัสบอกท้าวมหา
ชมพูว่า เมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ ท่านได้ฆ่าผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก
กงกรรมกงเกวียนของท่านจะหมุน ไปไม่รู้จบสิ้นถ้าท่านไม่ยอมหยุด ท้าวมหาชมพูเกิดความเลื่อมใส
ในพระธรรมเทศนาของพระองค์ อธิษฐานตนขอเป็นผู้เฝ้ารักษาพระศาสนาตั้งแต่นั้นมา
เทพเจ้าอุ่ยท้อ กล่าวได้ว่า เป็นสัญลักษณ์แห่งความมั่งคั่งของวัดได้ เพราะมีประวัติเป็นผู้ดู
แลพระพุทธ ศาสนา มีหน้าที่ป้องกันพระศาสนาและพระภิกษุสงฆ์ให้พ้นภัย รูปลักษณ์ของ
เทพอุ่ยท้อ เครื่องทรงสวมเกราะและหมวกอย่างทหาร สองมือประคองกระบี่ในท่าประณม
บางที่ไม่ใช้กระบี่ ใช้กระบองมีเหลี่ยมเป็นปล้องๆ เป็นอาวุธที่ใช้ปราบปีศาจหรือมารที่มา
รังควาญสงฆ์ ลักษณะความเชื่อ เนื่องจากท่านเป็นมหาเทพที่มีหน้าที่รักษาพระพุทธศาสนา
ปกป้องคุ้มครองวัดวาอาราม ตลอดจนผู้ที่ เลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา และคอยปราบปรามภูตผีปีศาจ ดังนั้นพุทธศาสนิกชนจึงมีความศรัทธา กราบไหว้ และยกย่องให้เป็นมหาเทพ
โดยเชื่อกันว่าผู้ที่บูชาจะพ้นจากภัยพิบัติ มีสุขสมบูรณ์สมปรารถนา ทุกประการ
และในการประกอบพิธีกรรมต่างๆ ในทางพุทธศาสนาฝ่ายมหายานก็จะมีองค์ท่านตั้งไว้ในพุทธ
มณฑลพิธี ร่วมกับภาพปฏิมาของพระพุทธเจ้า ๓ พระองค์ และมหาโพธิสัตว์อื่นๆ
เนื่องจากมีความเชื่อว่า เป็นเทพมหามงคล คอยระวังปราบปรามภูติผีปีศาจทั้งหลายที่มารังควานได้ http://www.watphananchoeng.com/god/page4.html
องค์ที่ ๒ เจ้าแม่สร้อยดอกหมาก (องค์ปฐมเหตุแห่งการสร้างหลวงพ่อโต) ประวัติความเป็นมา
แต่โบราณนานมาแล้ว มีเด็กหญิงเล็กๆคนหนึ่ง เกิดอยู่ในจั่นหมากพระเจ้ากรุงจีนได้ทรงนำ
มาเลี้ยงไว้เป็น บุตรบุญธรรม และได้ให้นามนางว่า “นางสร้อยดอกหมาก”
เมื่อนางสร้อยดอกหมาก เจริญวัยขึ้น นาง มีรูปโฉมงดงามยิ่งนัก
พระเจ้ากรุงจีนทรงโปรดให้โหรทำนายว่า ในกาลภายหน้า พระนางสร้อยดอกหมาก
จะคู่ควรกับกษัตริย์เมืองใด โหรพิเคราะห์ดูแล้วกล่าวว่า คู่ของนางจะเป็นกษัตริย์กรุงไทย
อยู่ทางทิศ ตะวันตกเป็นผู้มีบุญญาอภินิหารมากนัก พระเจ้ากรุงจีนได้ฟังคำโหรทำนายดังนั้น
ก็ทรงพอพระทัยยิ่งนัก ทางด้านกรุงไทย ขณะนั้นกำลังว่างผู้ปกครองแผ่นดินและไม่มีรัช
ทายาทจะสืบราชสมบัติ ต่อมาบรรดา เสนาอำมาตย์และสมณชีพราหมณ์ จึงทำพิธีเสี่ยงเรือ
สุวรรณหงส์เอกชัย เพื่อเสาะหาผู้มีบุญวาสนามาเป็น พระเจ้าแผ่นดิน เมื่อเรือแล่นไปถึงยัง
ที่แห่งหนึ่งที่ริมฝั่ง มีเด็กเลี้ยงโคกำลังเล่นกันอยู่ เรือสุวรรณหงส์เอก ชัยจอดหยุดนิ่ง
ไม่เคลื่อนอีกต่อไป แม้เหล่าฝีพายจะพยายามสักเท่าไรเรือก็ไม่เคลื่อนที่ เหล่าอำมาตย์
เห็นเช่นนั้น รู้สึกอัศจรรย์ใจและเกิดสังหรณ์ใจ จึงเดินเข้าไปในกลุ่มเด็กเลี้ยงโคที่กำลังเล่นกันอยู่
พบเด็ก ชายคนหนึ่งท่าทางฉลาดพูดจาตอบโต้ฉาดฉาน เหล่าอำมาตย์ต่างก็คิดว่า “ชะรอยเด็กคนนี้
คงเป็นผู้มี บุญ กิริยาท่าทางจึงต่างกับเด็กคนอื่นอย่างเห็นได้ชัด แม้การเจรจากับเราซึ่งเป็น
ผู้ใหญ่กว่าก็ฉลาดหลัก แหลม” เมื่อคิดดังนั้นแล้วเหล่าอำมาตย์จึงพร้อมใจกันอัญเชิญเด็กชาย
คนนั้น มาเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ปกครองกรุงไทยต่อไป เมื่อพระเจ้ากรุงไทยพระองค์ใหม่
ได้ขึ้นปกครองแผ่นดิน ทรงปกครองบ้านเมืองเป็นปรกติสุข ครั้งหนึ่ง พระองค์โปรด
ให้ยกขบวนพยุหยาตราไปทางชลมารคพร้อมกับเหล่าเสนาบดี เมื่อเสด็จมาถึงยังหัวแหลม
วัดปากคลอง เป็นเวลาน้ำขึ้น จึงตรัสสั่งให้จอดเรือพระที่นั่งอยู่หน้าวัด ทรงทอดพระเนตร
เห็นผึ้งจับอยู่ที่อก ไก่ใต้ช่อฟ้าหน้าบันของโบสถ์จึงทรงดำริว่า “จะขอนมัสการพระพุทธปฏิมากร
ด้วยเดชะบุญญาภิสังขารของ เรา เพื่อจะได้ครองไพร่ฟ้าอาณาประชาราษฎร์ ขอให้น้ำผึ้งหยด
ลงมากลั้วเอาเรือขึ้นไปประทับแทนกำแพง แก้วนั้นเถิด” เมื่อตรัสจบน้ำผึ้งก็หยดลงมากลั้ว
เอาเรือพระที่นั่งยกขึ้นไปถึงที่ทันที เป็นที่ประจักษ์ชัดแก่ตา ของเสนาบดีน้อยใหญ่
พระเจ้ากรุงไทยจึงเสด็จขึ้นไปนมัสการพระพุทธปฏิมากร โดยเปลื้องพระภูษาทรง
สักการะพระพุทธปฏิมากร เสร็จแล้วจึงเสด็จลงเรือประทับพระที่นั่ง เรือพระที่นั่งก็ถอยลงมาตามเดิม
บรรดา ภิกษุสงฆ์และเหล่าเสนาบดีต่างก็พากันถวายพระพรชัยและถวายพระนามพระเจ้ากรุงไทยว่า
“ พระเจ้าสาย น้ำผึ้ง ” ครั้นถึงเวลาน้ำลง พระเจ้าสายน้ำผึ้งจึงมีรับสั่งให้เหล่าเสนาบดีกลับไปรักษา
พระนคร ส่วนพระองค์นั้นเสด็จ ไปโดยเรือพระที่นั่งเอกชัยเพียงลำเดียว เดินทางไปตามสถานที่ต่างๆ
ด้วยอำนาจแห่งราชกุศลที่สร้างมา แต่ปางหลัง จึงทำให้การเดินทางเป็นไปด้วยความเรียบร้อยปลอดภัย จนกระทั่งลุถึงกรุงจีน ชาวจีนทั้ง หลายเห็นเป็นอัศจรรย์ จึงนำความขึ้นทูลว่าพระเจ้าแผ่นดินไทย
องค์นี้มีบุญญาธิการมาก พระเจ้ากรุงจีน จึงรับสั่งให้เสนาบดีผู้ใหญ่ไปสืบดูว่าพระเจ้ากรุง
ไทยมีบุญญาธิการจริงหรือไม่ เสนาบดีจีนออกไปทูลเชิญ พระเจ้าสายน้ำผึ้งประทับที่อ่าวนาค
ซึ่งเป็นที่ที่มีภยันตรายมาก ตกเพลาค่ำเสนาบดีจีนใช้ทหารไปสอด แนมดูว่า “ เหตุการณ์ร้ายแรง
อันใดจะเกิดขึ้นหรือไม่ ” มีแต่เสียงดุริยางค์ดนตรีเป็นที่ครึกครื้น ในคืนต่อมา เสนาบดีจึงทูล
เชิญเสด็จพระเจ้าสายน้ำผึ้งประทับที่มีอันตรายมากขึ้นไปอีก เหตุการณ์ยังเหมือนคืนก่อน
เมื่อพระเจ้ากรุงจีนได้ทรงทราบก็ทรงโสมนัสยิ่งนัก จึงมีรับสั่งให้จัดกระบวนแห่ออกไปรับ
พระเจ้าสายน้ำผึ้ง เข้ามาภายในพระราชวัง และให้ราชาภิเษกพระนางสร้อยดอกหมากขึ้น
เป็นพระมเหสีของพระเจ้าสายน้ำผึ้ง เมื่อเวลาผ่านไป พระเจ้าสายน้ำผึ้งจึงกราบถวายบังคม
ลาพระเจ้ากรุงจีนกลับพระนคร พระเจ้ากรุงจีนให้นำ สำเภาห้าลำพร้อมด้วยเครื่องอุปโภค
เป็นอันมาก เมื่อถึงปากน้ำพระเจ้าสายน้ำผึ้งเสด็จเข้าพระนครก่อน เมื่อจัดตำหนักซ้ายขวา
เสร็จก็จัดขบวนมารับพระนางสร้อยดอกหมากจากเรือ โดยพระองค์ไม่ได้เสด็จไป ด้วย
พระนางสร้อยดอกหมากจึงไม่ยอมเสด็จขึ้นจากเรือ กล่าวว่า“มาด้วยพระองค์ก็โดย
ยากเมื่อมาถึง พระราชวังแล้วเป็นไฉนพระองค์จึงไม่มารับ ถ้าพระองค์ไม่เสด็จ
มารับก็จะไม่ไป” เสนาบดีนำเนื้อความไปกราบทูล พระเจ้าสายน้ำผึ้งคิดว่านางหยอกเล่น
จึงกล่าวสัพยอกว่า“เมื่อมาถึง แล้วจะอยู่ที่นั่นก็ตามใจเถิด”เมื่อพระนางทราบเนื้อความ
จึงสำคัญว่าพระเจ้าสายน้ำผึ้งพูดจริง จึงน้อย พระทัยและเศร้าพระทัยยิ่งนัก
ครั้นรุ่งเช้าเมื่อพระเจ้าสายน้ำผึ้งจัดกระบวนแห่มารับ และเสด็จมาด้วย พระองค์เอง
เมื่อเสด็จขึ้นไปบนสำเภา พระนางสร้อยดอกหมากจึงตัดพ้อต่อว่าพระองค์
พระเจ้าสายน้ำผึ้ง จึงทรงสัพยอกอีกว่า “เอาละ เมื่อไม่อยากขึ้นก็จงอยู่ที่นี่เถิด”
ฝ่ายพระนางสร้อยดอกหมากได้ฟังดังนั้น ด้วยความน้อยพระทัยนางจึงกลั้นพระทัยตายทันที
พระเจ้าสายน้ำผึ้งทรงเสียพระทัยมาก โปรดเกล้า ให้อัญเชิญพระศพของพระนางขึ้นมา
พระราชทานเพลิง ท่ามกลางความอาลัยรักของประชาชนชาวจีนและ ชาวไทย
จึงทรงสร้างวัดขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงพระนางสร้อยดอกหมาก และได้ตั้งชื่อวัดนี้ว่า
“ วัดพระ นางเชิญ ” แต่นั้นมา ตำนานเรื่อง “เจ้าชายสายน้ำผึ้งกับพระนางสร้อยดอกหมาก”
จึงเป็นตำนานแห่งการสร้างวัด พนัญ เชิง หรือวัดพระเจ้าแพนงเชิง หรือวัดพระนางเชิญ
ก็มี วัดนี้เป็นวัดสำคัญเก่าแก่แต่โบราณของจังหวัดพระ นครศรีอยุธยา
เป็นวัดที่ได้รับความเคารพนับถือของชาวไทยและจีน ทุกปีจะมีงานฉลองตามประเพณีสืบ
ทอดกันมาตั้งแต่โบราณจนถึงปัจจุบันนี้ และในปี ๒๕๔๔ พระธรรมญาณมุนี อดีตเจ้าอาวาสวัด
และ พระพิพัฒน์วราภรณ์ รองเจ้าอาวาสในสมัยนั้น (ในปัจจุบันได้รับพระราชทานเลื่อน
สมณศักดิ์เป็นพระราช รัตนวราภรณ์ เมื่อวันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๔๗ และดำรงตำแหน่ง
เจ้าอาวาสในปัจจุบัน) ได้ให้มีการบูรณะ ศาลเจ้าแม่สร้อยดอกหมากขึ้นใหม่จนมีความ
สวยงามเป็นยิ่งนัก ฯ ลักษณะความเชื่อ เนื่องจากตำนานเจ้าชายสายน้ำผึ้ง และพระนาง
สร้อยดอกหมาก เป็นตำนานแห่งการสร้างวัดพนัญเชิง หรือพแนงเชิง ซึ่งแปลว่า
“พระนางผู้มีแง่งอน” และเป็นวัดที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน ทั้งมีประวัติ
กล่าวถึงในพระราชพงศาวดารเหนือของจีน โดยอ้างอิงถึงของไทยด้วย
จึงมีผู้มาสักการะ ทั้งชาวไทย และชาวจีนรวมถึงชาวต่างชาติอย่างไม่ขาดสาย
ด้วยมีความเชื่อกันว่า เจ้าแม่สร้อยดอกหมากสามารถดล บันดาลให้ผู้ที่กราบไหว้
ได้สมปรารถนาดังที่ขอไว้ได้ทุกเรื่องทุกประการ บ้างก็มีการบนบานสานกล่าวด้วย
ผ้าแพร ไข่มุก เรือสำเภา หรือนำสิงโตมาเชิด เมื่อได้สมหวังดังที่ปรารถนา
ก็มาแก้บนดังที่ได้บนบาน สานกล่าวเอาไว้ บ้างก็มีความเชื่อในเรื่องของความรัก คู่ครอง
และการขอบุตรจากเจ้าแม่สร้อยดอก หมาก เมื่อได้สมหวังดังที่ขอ ก็มีการบอก
ต่อหรือเล่าขานต่อ ๆ กันมา จนเป็นความเชื่อ และมีผู้ศรัทธา หลั่งไหลเข้ามากราบไหว้
กันอย่างเป็นประจำสม่ำเสมอ จนเป็นที่รู้จักสืบต่อกันมา โดยถือปฏิบัติกันมา
เป็นประเพณีคือ เมื่อมานมัสการองค์หลวงพ่อโตในพระวิหารเสร็จ จะต้องแวะมาสักการะ
เจ้าแม่สร้อยดอก หมากด้วยนั่นเอง
http://www.watphananchoeng.com/god/page2.html
องค์ที่ ๔ พระสังกัจจายน์ (เทพเจ้าแห่งความสมบูรณ์พูลสุข) ประวัติความเป็นมา
พระสังกัจจายน์ หรือพระมหากัจจายนะ มีนามเดิมว่า กัญจน นามโคตร กัจจายนะ
เกิดที่นครอุชเชนี แคว้นอวันดี บิดาชื่อ วัจฉพราหมณ์ มารดาชื่อจันทนปทุมา
ต่อมาได้เป็นปุโรหิตแทนบิดาในรัชสมัยพระ เจ้าจันฑปัชโชต และพระองค์มีพระราชประสงค์
จะกราบทูลาราธนาพระบรมศาสดา เพื่อเสด็จไปประกาศ ศาสนาที่นครอุชเชนี
จึงตรัสสั่งให้กันจายนะปุโรหิต ไปกราบทูลอาราธนาเสด็จ และกัจจายนะ ได้กราบ
ทูลขอพระบรมราชานุญาตลาบวชด้วย ครั้นได้รับพระบรมราชานุญาตแล้วนั้น จึงพร้อมด้วยบริวาร
7 คน เดินทางไปเฝ้าพระบรมศาสดา ครั้นได้สดับพระธรรมเทศนาแล้วก็ได้บรรลุ
เป็นพระอรหันต์ทั้ง 8 องค์ จึงขออุปสมบท พระบรมศาสดาทรงอนุญาตด้วยวาจา
เรียกการบวชแบบนี้ว่า “เอหิภิกขุปสัมปทา” พระ สังกัจจายนะได้กราบทูลอาราธนา
พระบรมศาสดาไปประกาศศาสนา ณ นครอุชเชนี ตามพระประสงค์ของ พระเจ้าจันฑปัชโชต
แต่พระบรมศาสดากลับตรัส สั่งให้พระสังกัจจายนะไปแทนพระองค์ เมื่อไปนครอุช
เชนีก็ได้แสดงธรรมให้พระเจ้าจันฑปัชโชต และชาวเมืองเกิดความเลื่อมใส
เสร็จแล้วจึงเดินทางกลับ ไปเฝ้าพระบรมศาสดา พระสังกัจจายน์ ได้รับการยกย่องจาก
พระบรมศาสดาว่า เป็นผู้มีความสามารถยอด เยี่ยม คือเป็นเอตทัคคะ ในการขยายเนื้อความ
ธรรมะที่ย่อให้พิสดารได้ พระสังกัจจายน์ เป็นผู้มีรูปร่าง งามมาก ผิวพรรณผ่องใส เป็นที่หลง
ใหลแก่บุรุษ และสตรีที่พบเห็นทั่วไป ความเป็นผู้มีรูปงามของพระ สังกัจจายนะ เป็นุปสรรคต่อ
การแสดงธรรมของท่านเป็นอย่างมาก ผู้ที่ฟังธรรมบางคนแทนที่จะสนใจฟัง ธรรมที่ท่านเทศน์
กลับเหม่อลยเพราะหลงใหลในรูปกายของท่าน เพื่อขจัดอุปสรรคนี้ ท่านจึงได้อธิฐาน
จิตให้ร่างกายของท่านอ้วนล่ำ อุทรพลุ้ย ทำให้ผู้พบเห็นเลิกหลงใหลรูปกายที่งดงามของท่าน
แต่กลับ เลื่อมใสในรูปกายใหม่ของท่านว่า เป็นสัญลักษณ์แห่งความสมบูรณ์พูนสุข ให้โชคลาภ
และความร่ำรวย ลักษณะความเชื่อ พระมหาเถระรูปนี้ เป็นที่เคารพศรัทธาแก่พุทธศาสนิกชนทั่วไป
ไม่ว่าจะเป็นนิกายมหายาน หรือเถรวาท เพราะเชื่อว่า ด้วยอานุภาพแห่งมหาเถระพระสังกัจจายน์
จะประทานความสมบูรณ์พูนสุข และโชคลาภ ความร่ำรวย ให้แก่ผู้ที่สักการะบูชาทุกท่าน
http://www.watphananchoeng.com/god/page5.html
 | |  |
| รูปสวยมากครับ ต้องขอประทานโทษคุณดา ดา นะครับ รูปพระเถระจีนตาม คห.41 ที่จริงไม่ใช่พระสังกัจจายน์ เมื่อ 25 ปีที่แล้วผมเคยอ่านหนังสือพระเครื่อง ซึ่งเขียนโดยคุณปรีชา เอี่ยมธรรม เซียนพระรุ่นเก่าก็มีพูดเรื่องนี้ว่า คนไทยเข้าใจผิดเยอะเลย ลองดูข้อมูลจากเวปนี้นะครับ เป็นข้อมูลที่ตรงกับที่ผมเคยอ่านมาในสมัยนั้น หรือลองค้นหนังสือจีน(สำหรับผู้ที่อ่านภาษาจีนได้) ก็จะกระจ่างครับ http://www.tewaracha.com/ceremonial-who-potisut1.shtml ปล.กระทู้นี้ได้ทั้งรูปภาพได้ทั้งสาระ จากคุณ : siritep - [ 15 ม.ค. 51 23:40:36 ] | |
 | |  |
ย่าขอยกกระทู้ของคุณ siritep มาไว้ตรงนี้ด้วย เพื่อว่าหากท่านสนใจ
ที่จะตรวจค้นต่อไปค่ะ หากผิดพลาดก็นึกซะว่าย่าให้ข้อมูลผิดนะคะ อิอิ

องค์ที่ ๖ เจ้าแม่กวนอิม (เทพเจ้าแห่งความเมตตา) ประวัติความเป็นมา เจ้าแม่กวนอิมเกิด
เมื่อปลายราชวงศ์โจว แผ่นดินจงหยวน วันที่ 19 เดือนยี่จีน มีเมืองหนึ่งทางทิศ
ตะวันตกมีชื่อว่า ซินหลิน ขณะนั้นผู้ครองเมืองมีชื่อว่า เมี่ยวจ้วน ซึ่งไม่เลื่อมใสในพุทธศาสนา
ปกครอง บ้านเมืองอย่างปราศจากทศพิธราชธรรม มีมเหสีชื่อว่า เป่าเต๋อ ทั้งสองไม่มีบุตรชาย
มีเพียงราชธิดา 3 องค์ องค์โตชื่อเมี่ยวอิม องค์รองชื่อเมี่ยวหยวน องค์สุดท้องชื่อเมี่ยวซ่าน
คือพระแม่กวนอิมนั่นเอง ตอนเยาว์วัยองค์หญิงเมี่ยวซ่านเป็นพุทธมามกะ ไม่กินเนื้อสัตว์
และมีจิตใจที่ชอบช่วยเหลือผู้อื่นมีความรู้ แจ้งในหลักพุทธธรรมาอย่างลึกซึ้ง
ทรงตั้งพระทัยแน่วแน่ที่จะบำเพ็ญเพียรเพื่อความหลุดพ้น จึงตั้ง ปณิธานเข้าสู่เพศบรรพชิต
(ออกบวชวันที่ 9 เดือน 9) โดยมีหลงหลี่ยน นางกำนัลบวชติดตามไปด้วย ตอนนั้นพระบิดา
เมี่ยวจ้วนไม่เห็นด้วย จะบังคับให้เลือกราชบุตรเขย เพื่อจะได้สืบทอดราชบัลลังก์ ต่อไป
แต่องค์หญิงเมี่ยวซ่านไม่สนพระทัยเรื่องลาภ ยศสรรเสริญ แม้จะถูกพระบิดากลั่นแกล้งอย่างไร
ก็ ไม่เคยนึกโกรธเคืองแต่อย่างใด พระบิดาได้หาวิธีทรมานเพื่อให้เปลี่ยนความตั้งใน
โดยขับไล่ให้ทำงาน หนักในสวนดอกไม้ แต่ก็มีเหล่ารุกขเทวดามาช่วยทำแทนให้ทั้งหมด
พระบิดาเมื่อเห็นว่าไม่ได้ผล จึงรับ สั่งให้แม่ชีนำองค์หญิงเมี่ยวซ่านไปอยู่วัดนกยูงขาว
และให้เอางานของแม่ชีทั้งหมดมอบให้องค์หญิงทำ คนเดียว แต่องค์หญิงก็มีพระทัย
เด็ดเดี่ยวยิ่งนัก มีเหล่าเทพารักษ์มาช่วยทำแทนให้อีก กษัตริย์เมี่ยวจ้วน เข้าพระทัยว่า
พวกแม่ชีไม่กล้าเคี่ยวเข็ญให้ทำงานหนัก ก็ทรงกริ้ว สั่งให้ทหารเผาวัดนกยูงขาวจนวอด
เป็นจุณไปพร้อมกับพวกแม่ชีทั้งวัด มีเพียงองค์หญิงเมี่ยวซ่านเท่านั้นที่ปลอดภัยรอดมาได้
กษัตริย์ เมี่ยวจ้วนทรงทราบดังนั้น จึงรับสั่งให้นำตัวราชธิดาไปประหารชีวิต
ตอนนั้นมีเทพารักษ์คอยคุ้มครองเจ้า หญิงอยู่ โดยเนรมิตทองคำทิพย์เป็นเกราะหุ้มพระวรกาย
คมดาบของทหารจึงไม่อาจระคายพระวรกาย จนดาบหักสะบั้นถึง 3 ครั้ง 3 ครา
พระบิดาทรงกริ้วยิ่งนัก โดยเข้าพระทัยว่าทหารไม่กล้าประหารชีวิต จึงรับสั่งให้ประหารนายทหารแทน
แล้วรับสั่งให้จับองค์หญิงไปแขวนคอ ทว่าผ้าแพรที่แขวนคอก็ขาด สะบั้นลงอีก
ทันใดนั้นปรากฏมีเสือเทวดาตัวหนึ่ง ได้นำองค์หญิงขึ้นพาดหลังแล้วพาหนีไปที่เขาซียงซัน
ต่อมาเทพไท่ไป๋ได้แปลงร่างเป็นชายชรามาโปรดองค์หญิง ชี้แนะเคล็ดวิธีการบำเพ็ญเพียร
เพื่อดับทุกข์ จนสามารถบรรลุมรรคผลสำเร็จธรรม (วันที่ 19 เดือน 6)
ต่อมาไม่นานบาปกรรมที่กษัตริย์เมี่ยวจ้วนได้ ก่อไว้ก็ส่งผล เกิดล้มป่วยด้วยโรคร้ายแรง
ไม่มียาใดรักษาให้หายได้ ไต้ซือเมี่ยวซ่านทรงทราบด้วย ญาณวิถีว่า
พระบิดากำลังประสบเคราะห์กรรมอย่างหนัก ด้วยความกตัญญูกตเวที ทรางได้สละดวงตา
และแขนสองข้างเพื่อรักษาพระบิดาจนหายจากโรคร้าย แล้วกลับไปบำเพ็ญภาวนาต่อ
ไต้ซือเมี่ยวซ่านได้ พบกับเด็กน้อยที่ชื่อว่า เซิ่นอิง เป็นเด็กที่ซุกซน มักจะมาเที่ยวเล่น
ในขณะที่ไต้ซือเมี่ยวซ่านกำลัง บำเพ็ญภาวนาอยู่ วันหนึ่งไต้ซือเมี่ยวซ่านได้เรียกเหล่า
ภิกษุณีมาเพื่อบอกว่า จะละสังขารแล้ว ขอให้ทุก คนเตรียมการให้พร้อม
ขณะที่ไต้ซือเมี่ยวซ่านนั่งสมาธิอยู่ โดยมีพระภิกษุณีสวดมนต์อยู่ เด็กน้อยเซิ่นอิง
เห็นดังนั้น นึกซนคิดว่าจะแกล้งทำให้ตกใจ จึงไปหยิบไม้เคาะกล่อง
(ไม้ที่เคาะกล่องจังหวะเวลาพระจีน สวด) ย่องเข้าไปด้านหน้าไต้ซือเมี่ยวซ่าน
เซิ่นอิงได้ตวาดเสียงดังก่อนที่จะยกไม้ตีที่กระหม่อมของไต้ซือ เมี่ยวซ่าน
ทำให้เหล่าภิกษุณีต่างตกใจ หลังจากนั้นทุกคนก็ได้เห็นธรรมกายลอยขึ้น
เป็นพระโพธิสัตว์เจ้า แม่กวนอิม ไปกราบลากษัตริย์เมี่ยวจ้วน และไปเขาโปตละโลกา
แห่งทะเลทักษิณ ซึ่งเป็นที่พำนักของ พระองค์ ส่วนแม่ชีหยงเหลี่ยน เมื่อบำเพ็ญเพียร
จนสำเร็จก็ได้ขึ้นไปรับใช้พระโพธิสัตว์เจ้าแม่กวนอิมต่อไป โดยมีชื่อว่า “เซียน หลง หนี่”
(เง็ก นึ่ง) ส่วนเด็กน้อยเซิ่นอิง เมื่อได้เห็นพระโพธิสัตว์เจ้าแม่กวนอิมบรรลุ
ธรรมจึงเกิดความศรัทธา และสำนึกในทันที โดยภายหลังพระโพธิสัตว์เจ้าแม่กวนอิม
ได้ไปโปรดให้บรรลุ ธรรมเป็น “ส้าน ไฉ ถง จื้อ” (กิมท้ง) พระโพธิสัตว์เจ้าแม่กวนอิม
ตอนแรกเป็นชาวพุทธ ตอนหลังเทพไท่ไป๋ได้มา โปรด ชี้แนะหนทางดับทุกข์ ด้วยเหตุนี้
พระโพธิสัตว์เจ้าแม่กวนอิมจึงเป็นเทพทั้งฝ่ายพุทธ และฝ่ายเต๋า ในเวลาเดียวกัน
ซึ่งบางตำนานบ้างก็ว่ามีธรรมกายเป็นบุรุษ บ้างก็ว่าเป็นสตรี แม้องค์จะเป็นพุทธกาย
หากแต่เสด็จลงมาเพื่อสดับฟังเสียงกับผู้มีบุญสัมพันธ์ ทรงโปรดอวตารมาในรูปบุคคลซึ่งเหมาะสม
ต่อการ ช่วยเหลือ ตามแต่โอกาส และสถานการณ์ การปรากฏกายของพระโพธิสัตว์เจ้าแม่
กวนอิมจึงไม่เหมือนกัน มีรูปลักษณ์หลายลักษณะ เป็นบุรุษบ้าง สตรีบ้าง ตามแต่ผู้พบเห็น
ในตำนาน ดังมีหลักฐานต่าง ๆ แต่จะได้รับการยกย่องในรูปสตรีมากในพุทธศาสนามหายาน
สำหรับตำนานของเจ้าแม่กวนอิมปางพันมือ เป็นปางหนึ่งของมหาโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร
เมื่อประมาณ หนึ่งหมื่นปีมาแล้ว เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ในประเทศจีน ฝนตกหนักน้ำในแม่น้ำฮวงโห
หรือแม่น้ำวิปโยค ท่วทท้น ผู้คนจำนวนมากถูกกระแสน้ำพัดพาไป พุทธศาสนิกชน
ได้สวดมนต์วิงวอนต่อพระโพธิสัตว์กวนอิม ขอให้ทรงช่วย ทำให้พระองค์ต้อง
เสด็จลงมาช่วยผู้ที่ถูกน้ำท่วม แต่การมีเพียงสองมือ ย่อมช่วยได้ไม่ทัน เหตุการณ์
พระองค์จึงทรงตั้งจิตอธิษฐาน ว่าขอให้มีพันเนตรพันกร จะได้ช่วยคนได้ครั้งละพันคน
และทัน ใดนั้นก็เกิดปาฏิหาร์ตามที่ทรงอธิฐานนั้น พุทธศาสนิกชนชาวจีน
จึงสร้างองค์สมมติพระโพธิสัตว์อวโลกิเต ศวรปางพันเนตรพันกรขึ้น ลักษณะความเชื่อ
โดยมากแล้วผู้ที่ศรัทธา หรือบูชาพระโพธิสัตว์เจ้าแม่กวนอิม จะไม่รับประทานเนื้อวัว
ด้วยมีความเชื่อกัน ว่า เจ้าแม่กวนอิมมีความกตัญญูกตเวทีต่อพระบิดายิ่งนัก
เมื่อกษัตริย์เมี่ยวจ้วนสิ้นอายุขัย ต้องไปเกิด เป็นวัวเพื่อชดใช้กรรม ผู้ที่บูชาพระโพธิสัตว์
เจ้าแม่กวนอิมจึงไม่บริโภคเนื้อวัวนั่นเอง และด้วยพระโพธิสัตว์ เจ้าแม่กวนอิมได้ถูกยกย่องว่าเป็น
“เจ้าแม่แห่งความเมตตา” และยังวนเวียนอยู่บนโลกมนุษย์ เพื่อคอย ช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก
แก่ผู้มีบุญสัมพันธ์ ตามแต่โอกาส และสถานการณ์ จึงมีผู้ศรัทธา กราบไหว้ บูชา
และสร้างรูปองค์จำลอง หลายต่อหลายปาง ไว้เพื่อบูชากราบไหว้ ให้บันดาลความผาสุก
จิตใจ ผ่องใส คอยปัดเป่าช่วยเหลือยามเกิดทุกข์ภัย และเพื่อเป็นสัญลักษณ์แสดงถึง
ความเอื้ออาทรที่ทรง โปรดสัตว์ผู้อยู่ในห้วงทุกข์อันหาขอบเขตมิได้ บางคนบูชาพร้อม
ถือศีลกินเจด้วยก็มี
http://www.watphananchoeng.com/god/page6.html
ขอบขอบคุณ ข้อมูลจากเวบไซด์ วัดพนัญเชิงวรวิหาร
http://www.watphananchoeng.com/main/index.html
ย่าเห็นว่าน่าสนใจดี จึงนำบทความมาประกอบภาพ ที่ย่าถ่ายมา
เพื่อเป็นความรู้แด่ท่าน ย่าถ่ายมาไม่ครบ เนื่องจากคณะเราต้องรีบเร่งทำเวลาเพื่อให้ครบ
๙วัด หากสนใจเชิญอ่านรายละเอียด ได้ที่ลิงค์ข้างบนนี้นะคะ
ขออภัยที่ รูปเยอะไปหน่อยไม่อยากตัดเป็นสองตอนค่ะ
หากไม่เบื่อกันซะก่อนย่าจะเอาตอนต่อไปมาให้ชม
บล๊อกก่อนหน้านี้เนื่องจากเปลี่ยนtopicใหม่จึงทำให้หากันไม่พบย่าจึงนำลิงค์มาแปะไว้ด้วย
หลานขิงขิง ตอนล่าสุด(วันเด็ก)